ควรย้ายตัวอ่อนกี่ตัว? ทำความเข้าใจกับทางเลือกต่างๆ
การตัดสินใจว่าจะย้ายตัวอ่อนกี่ตัวในระหว่างการทำ IVF ถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุด และมักเต็มไปด้วยอารมณ์ความคาดหวังที่อยากจะมีบุตร หลายคนอาจรู้สึกว่า การย้ายตัวอ่อนมากกว่าหนึ่งตัวจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ แต่ความจริงคือ “มากกว่า” ไม่ได้แปลว่า “ดีกว่า” เสมอไป
บทความนี้จะอธิบายจากประสบการณ์ของเราถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายตัวอ่อน เช่น อายุ คุณภาพของตัวอ่อน และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในรอบ IVF ครั้งแรก หรือเคยทำมาแล้วหลายครั้ง การเข้าใจทางเลือกของคุณจะช่วยให้คุณมั่นใจและพร้อมสำหรับการปรึกษาแพทย์ครั้งถัดไป
ทำไมจำนวนตัวอ่อนจึงสำคัญ?
การเลือกจำนวนตัวอ่อนที่ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ไม่ใช่แค่เรื่องของโอกาสตั้งครรภ์ แต่เป็นการปกป้องสุขภาพของแม่และให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่ตัวอ่อนในการเติบโตเป็นทารกที่แข็งแรง เป้าหมายของการย้ายตัวอ่อนคือการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดีทีละครั้ง ไม่ใช่ให้ได้ผลลัพธ์เร็วที่สุด
เข้าใจเป้าหมายของการย้ายตัวอ่อน
แม้ว่าการย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัวจะดูเหมือนเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดหรือแฝดสาม ซึ่งจัดว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง และมักมีภาวะแทรกซ้อน เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำ และต้องเข้ารับการดูแลพิเศษ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยแสดงว่า การตั้งครรภ์แฝดมีความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยวถึง 5 เท่า
ความเสี่ยงจากการย้ายตัวอ่อนหลายตัว
การย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของแม่ เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และโอกาสต้องผ่าคลอด โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีโรคประจำตัว คลินิกภาวะเจริญพันธุ์หลายแห่งจึงแนะนำการย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว (eSET) สำหรับคนไข้ที่เข้าเกณฑ์ เพื่อความปลอดภัยและคาดการณ์ผลได้มากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายตัวอ่อน
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลและปัจจัยทางการแพทย์ที่แพทย์จะใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

อายุและคุณภาพไข่
อายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถของตัวอ่อนในการฝังตัว ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปีมักมีไข่และตัวอ่อนคุณภาพดี จึงแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนเพียง 1 ตัว ส่วนผู้หญิงอายุปลาย 30 หรือ 40 ปีขึ้นไป อาจพิจารณาย้ายมากกว่า 1 ตัวตามความเหมาะสม
การประเมินตัวอ่อนและระยะพัฒนา
ตัวอ่อนจะถูกประเมินตามระดับการเจริญเติบโต โดยตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (วันที่ 5) มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าระยะวัน 3 ตัวอ่อนคุณภาพดีเพียงตัวเดียวสามารถให้โอกาสตั้งครรภ์สูงโดยไม่จำเป็นต้องย้ายหลายตัว
ประวัติการทำ IVF ก่อนหน้า
หากเป็นรอบแรกของการทำ IVF แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มด้วยการย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว หากการประเมินสุขภาพทั่วไปดี แต่ในกรณีที่เคยทำ IVF หลายรอบแล้วยังไม่สำเร็จ หรือเคยได้ตัวอ่อนคุณภาพต่ำ การย้าย 2 ตัวอาจพิจารณาได้
การวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก
สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เช่น PCOS, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือสาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด ล้วนมีผลต่อวิธีการรักษา ทีมแพทย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการปรับแผนการย้ายตัวอ่อนให้เหมาะสม
ปัจจัยด้านอารมณ์และค่าใช้จ่าย
เรื่องค่าใช้จ่ายในการทำ IVF หรือความกดดันทางอารมณ์ เช่น การเดินทางมารักษา หรือมีตัวอ่อนจำนวนน้อย มักส่งผลต่อการตัดสินใจของคนไข้ คู่สมรสบางรายอาจรู้สึกว่าต้อง “ทำให้ได้ในครั้งแรก” ทีมดูแลของเราเข้าใจความรู้สึกนี้ และพร้อมให้คำแนะนำอย่างสมดุลระหว่างความต้องการและความปลอดภัย
การย้ายตัวอ่อน 1 ตัวกับหลายตัว: แตกต่างกันอย่างไร?
ทางเลือกหลักมี 2 แบบคือการย้ายตัวอ่อนเดี่ยว (SET) และการย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว แต่ละแบบมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประวัติการรักษา คุณภาพตัวอ่อน และเป้าหมายส่วนบุคคล
การย้ายตัวอ่อนเดี่ยว (SET)
การย้ายเพียง 1 ตัวต่อรอบมักแนะนำในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปีที่มีตัวอ่อนคุณภาพดี วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด แต่ยังให้โอกาสตั้งครรภ์ที่สูง ตัวอย่างเช่น ข้อมูลแสดงว่า การย้ายตัวอ่อนวันที่ 5 ที่มีคุณภาพดีสามารถให้โอกาสตั้งครรภ์สูงโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด
การย้ายตัวอ่อน 2 ตัวหรือมากกว่า
ในบางกรณี เช่น อายุมารดาที่มากขึ้น หรือเคยทำ IVF ไม่สำเร็จหลายรอบ การย้าย 2 ตัวอ่อนอาจเพิ่มโอกาสการฝังตัว แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน
ความสำเร็จและความปลอดภัย
หลายคนให้ความสำคัญกับแค่โอกาสในการตั้งครรภ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงสุขภาพของแม่และทารกในระยะยาวด้วย งานวิจัยพบว่า SET มักให้การตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและผลลัพธ์สุขภาพของทารกดีกว่า เป้าหมายสูงสุดคือการคลอดที่สมบูรณ์ ปลอดภัย และสุขภาพดี
แนวทางทางการแพทย์มีบทบาทอย่างไรในการตัดสินใจนี้
แนวทางทางการแพทย์สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว ทีมแพทย์จะปรับคำแนะนำตามสถานการณ์เฉพาะของคนไข้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
คำแนะนำจาก ASRM และหน่วยงานระดับสากล
องค์กรอย่าง American Society for Reproductive Medicine (ASRM) แนะนำให้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปีที่มีแนวโน้มตั้งครรภ์ดี ย้ายตัวอ่อนเพียง 1 ตัว สำหรับผู้หญิงอายุ 35–37 ปี อาจพิจารณา 1 หรือ 2 ตัว ส่วนผู้มีอายุมากกว่านี้จะต้องดูตามคุณภาพตัวอ่อนและประวัติ IVF แนวทางนี้อิงจากข้อมูลวิจัยจำนวนมากเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย

บทบาทของนโยบายคลินิกภาวะเจริญพันธุ์
ที่คลินิกของเรา เราใช้แนวปฏิบัติระดับสากลเป็นพื้นฐาน แต่การตัดสินใจสุดท้ายจะพิจารณาแบบรายบุคคล ทั้งอายุ ประวัติสุขภาพ การรักษาที่ผ่านมา และคุณภาพของตัวอ่อน เพื่อให้ได้แผนการที่เหมาะกับคุณ ไม่ใช่แค่ตามสถิติเท่านั้น การได้รับการดูแลที่ปรับเฉพาะบุคคลจะส่งผลต่อทั้งประสบการณ์และผลลัพธ์
คำถามที่ควรถามในการปรึกษาแพทย์

ขณะวางแผนการรักษา ควรเตรียมคำถามที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและโอกาสสำเร็จ เช่น:
- โอกาสตั้งครรภ์ของฉันหากย้ายตัวอ่อนเพียง 1 ตัวคือเท่าไร?
- ความเสี่ยงหากย้ายมากกว่า 1 ตัวคืออะไร?
- การตัดสินใจนี้มีผลต่อรอบ IVF ถัดไปหรือตัวอ่อนแช่แข็งหรือไม่?
สร้างแผนการรักษาเฉพาะสำหรับคุณ
ไม่มีเส้นทางการรักษาผู้มีบุตรยากใดที่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขและความต้องการที่แตกต่างกัน คลินิกที่ดีจะให้คำอธิบายทางเลือกอย่างละเอียด โดยคำนึงถึงประวัติทางการแพทย์ ภาวะอารมณ์ และเป้าหมายของคนไข้เป็นสำคัญ
ที่ Millennium IVF ทีมแพทย์ของเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับคนไข้ทุกคน เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จสูงสุด ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นหรืออยู่ในรอบการรักษาถัดไป
เขียนโดย
นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ประจำ Millennium IVF Clinic กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ดูแลรักษา IVF บนพื้นฐานหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
แชร์บทความนี้
ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี คำแนะนำที่ชัดเจนและเฉพาะบุคคลสำหรับเส้นทาง IVF ของคุณ
นัดปรึกษา