สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ ICSI
หลายคนรู้จักเด็กหลอดแก้ว โดยรู้ว่าเป็นวิธีการทำให้คนมีลูกยากสามารถมีลูกได้ ซึ่งการทำ ICSI ก็เป็นการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเช่นกัน เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนมีลูกยาก เนื่องจากค่อนข้างได้ผลดีทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีสำหรับผู้มีบุตยากวิธีอื่น ดังนั้นสำหรับผู้ที่สนใจและกำลังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทางศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอย่าง Millennium ก็ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำเด็กหลอดแก้วแบบ ICSI มาให้แล้ว ดังนี้
1. ICSI คืออะไร?
การทำ ICSI มีชื่อเต็มว่า Intracytoplasmic Sperm Injection เป็นการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคพิเศษ เบื้องต้นการทำ ICSI ก็เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดปฏิสนธิภายนอก คือการนำเอาเซลล์ไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมาผสมกันในจานหรือหลอดทดลอง โดยจุดเด่นของการทำ ICSI คือการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียว มาผสมกับเซลล์ไข่ จึงค่อนข้างเฉพาะเจาะจง และนับเป็นเทคนิคพิเศษ
เมื่อทำการผสมแล้ว แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์จะนำเซลล์ไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ 3-5 วัน และดูแลอย่างใกล้ชิด กระทั่งเติบโตเป็นตัวอ่อน จากนั้นจะคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุด ไปฝังตัวในโพรงมดลูก ซึ่งจะมีการเลือกตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์ของฝ่ายหญิงต่อไป
2.เมื่อไหร่ควรทำ ICSI
ทันทีที่รู้ตัวว่ามีบุตรยาก อาจไม่จำเป็นต้องเลือกทำ ICSI เป็นวิธีแรก เพราะมีการทำ IVF ซึ่งเป็นการทำเด็กหลอดแก้วเช่นกันรองรับอยู่ แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะให้คำแนะนำว่าควรทำ ICSI เมื่อทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ สาเหตุที่มีการแนะนำ ICSI ถัดจากการทำ IVF เนื่องจากการ ICSI จะมีการคัดเลือกอสุจิที่เจาะจงมากกว่า IVF จึงช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สำเร็จสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งแพทย์อาจแนะนำ ICSI เลย เนื่องจากมีปัจจัยบางได้แก่
- คนไข้ฝ่ายชายมีจำนวนอสุจิต่ำมาก
- ตรวจพบว่าสเปิร์มของคนไข้ฝ่ายชายมีรูปร่างผิดปกติ หรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
- คนไข้ฝ่ายชายที่ต้องได้รับการผ่าตัดเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะหรือท่อน้ำอสุจิเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาภาวะผู้มีบุตรยากได้ หลังจากผ่าตัดออกมาแล้วจะต้องนำมาผสมกับไข่ด้วยวิธี ICSI (กรณีที่คนไข้ฝ่ายชายไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ)
- จำเป็นต้องใช้อสุจิแช่แข็ง แล้วอสุจิไม่ได้อยู่ในสภาพที่มีคุณภาพสูงสุด
- ฝ่ายหญิงที่มีปัญหาเปลือกไข่หนา ทำให้สเปิร์มไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกไข่ เพื่อเข้าไปปฏิสนธิได้
- ผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
- ผู้ที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ
- คู่สมรสที่เคยทำ IVF มาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์
3.อัตราความสำเร็จ
การทำ ICSI ที่ Millennium IVF Clinic มีอัตราความสำเร็จกว่า 80% นับเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง ICSI จึงถูกเลือกเป็นวิธีการรักษาที่คนไข้ที่มีภาวะมีบุตรยาก รักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วไม่สำเร็จ
อ่านเพิ่มเติม : อยากมีลูกต้องทำอย่างไร วิธีเตรียมความพร้อมให้มีลูกง่ายขึ้น
4.การเตรียมร่างกายก่อนทำ ICSI
การเตรียมร่างกายก่อนทำ ICSI แนะนำให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อบำรุงเซลล์ไข่และอสุจิ รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอเป็นหลัก สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมตัว มีดังนี้
การเตรียมตัวของฝ่ายหญิง
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว (รวมถึงหลีกเลี่ยงควันบุหรี่)
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว
- งดมีเพศสัมพันธ์ก่อนการเก็บไข่ประมาณ 3 วัน
- ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนไม่ให้เกิน 2 แก้วต่อวัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- รับประทานโปรตีนอย่างน้อยวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อบำรุงไข่
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและอาหารที่มีน้ำตาลสูง
- ดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้ว/วัน
- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์
การเตรียมตัวของฝ่ายชาย
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว (รวมถึงหลีกเลี่ยงควันบุหรี่)
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว
- รับประทานอาหารที่มีไลโคปีนและเบตาแคโรทีน รวมถึงกลุ่มโปรตีน เพื่อบำรุงอสุจิ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้จำนวนและคุณภาพของอสุจิลดลง
- ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนไม่ให้เกิน 2 แก้วต่อวัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการเก็บอสุจิ 3-4 วัน
- หลีกเลี่ยงการแช่น้ำอุ่นและทำซาวน่า เพราะความร้อนจะรบกวนการสร้างอสุจิ
- ไม่สวมกางเกงชั้นในที่รัดแน่นเกินไป
- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์
5.ข้อดีของการทำ ICSI
การทำ ICSI มีข้อดีหลายอย่างหลักๆ เลยคือการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้มีบุตรค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับคนที่มีบุตรยากและทำ IVF มาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ก็ยังไม่ต้องหมดหวัง เพราะยังมีวิธีการทำ ICSI รองรับอยู่ นอกจากนั้นยังมีข้อดีอื่นๆ อีกเช่น
- เพิ่มโอกาสที่จะทำให้มีบุตรค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น เนื่องจากมีการคัดเลือกอสุจิที่เฉพาะเจาะจง
- สามารถเก็บไข่และน้ำเชื้อ ได้นานถึง 10 ปี
- สามารถเก็บตัวอ่อนได้เป็นเวลานานกว่า 10 ปี
ICSI คือการทำเด็กหลอดแก้ววิธีหนึ่ง ที่ได้ผลมากว่าการทำ IVF เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูง จากการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวเท่านั้นมาผสมกับเซลล์ไข่ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้สูงขึ้น ซึ่งการเตรียมร่างกายให้พร้อมก็มีส่วนช่วยให้การทำ ICSI สำเร็จด้วยเช่นกัน เนื่องจากสัมพันธ์กับการผลิตเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มโอกาสได้ แต่การผลิตเซลล์สืบพันธุ์ก็ยังต้องพึ่งความพร้อมของร่างกายประกอบด้วย
เขียนโดย
นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ประจำ Millennium IVF Clinic กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ดูแลรักษา IVF บนพื้นฐานหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
แชร์บทความนี้
ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี คำแนะนำที่ชัดเจนและเฉพาะบุคคลสำหรับเส้นทาง IVF ของคุณ
นัดปรึกษา