ความเสี่ยงและประโยชน์ของ TESE ในการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ในชาย
TESE เป็นวิธีการรักษาผู้มีบุตรยากวิธีหนึ่ง ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงในคราวเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับผู้มีบุตรยาก หากสาเหตุของการมีบุตรยากนั้นมาจากฝ่ายชายที่มีปัญหาเรื่องไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ การเลือกใช้วิธีการทำ TESE ก็คงเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ และความเสี่ยงที่ว่าก็ไม่ได้มีอัตราที่สูงเท่าไร หากเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ
TESE คืออะไร?

รูปภาพอ้างอิงจาก : https://www.invitra.com/en/testicular-biopsy/open-biopsy-tese/
TESE ย่อมาจาก Testicular Sperm Extraction เป็นการรักษาผู้มีบุตรยากที่มีสาเหตุจากฝ่ายชายไม่มีตัวอสุจิในน้ำเชื้อ สามารถทราบได้จากการนำน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาเข้าเครื่องตรวจและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์
สาเหตุที่ไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การไม่มีอสุจิจากภาวะอุดตันของทางเดินอสุจิ และการไม่มีอสุจิเพราะอัณฑะไม่ผลิตอสุจิหรือผลิตได้น้อยเกินไป
สำหรับการรักษาด้วยวิธีการทำ TESE จะแก้ไขได้ทั้งปัญหาการไม่มีอสุจิจากภาวะอุดตันของทางเดินอสุจิหรือผลิตอสุจิได้น้อย เพราะการทำ TESE จะผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อบริเวณอัณฑะออกมา เพื่อเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องทางเดินอสุจิอุดตัน แพทย์จะใช้วิธีการทำ microTESE แทน ซึ่งจะแตกต่างจาก TESE เล็กน้อย
ขั้นตอนการทำ TESE
- ฉีดยาชาบริเวณตำแหน่งที่ต้องการทำหัตถการ
- ผ่าตัดเนื้อเยื่อบริเวณอัณฑะออกมา หัตถการนี้เป็นการผ่าตัดเล็ก
- นำเนื้อเยื่อไปวิเคราะห์ว่าพบอสุจิหรือไม่
- หากพบอสุจิจะทำการแยกอสุจิออกจากเนื้อเยื่อส่วนนั้น เพื่อทำการเก็บไว้ในขวดฉีดยา
- นำอสุจิไปทำ IVF หรือ ICSI ต่อไป หรือถ้าหากคนไข้ยังไม่ต้องการใช้งาน อสุจิส่วนนั้นก็จะถูกนำไปแช่แข็งเอาไว้ก่อน เพื่อใช้งานในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม: IVF และ ICSI ต่างกันอย่างไร เลือกแบบใดให้เหมาะกับคุณ
ประโยชน์ของ TESE คืออะไร?
การทำ TESE ข้อดีคือช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่มีภาวะทางเดินอสุจิอุดตันสามารถมีบุตรได้ ถือเป็นหัตถการที่สำคัญสำหรับคู่สมรสมีบุตรยากที่ประสบปัญหานี้ โดยการทำ TESE จะต้องทำร่วมกับหัตถการอื่น นั่นคือการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่นอกร่างกาย
ความเสี่ยงของ TESE คืออะไร?
การทำ TESE ก็มีความเสี่ยงเหมือนกับการทำหัตถการทั่วไป เนื่องจากเป็นการผ่าตัด แต่ก็เป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก ความเสี่ยงจะต่ำกว่าการผ่าตัดใหญ่ โดยความเสี่ยงที่ว่า ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด การติดเชื้อระหว่างผ่าตัด การมีเลือดออกหลังทำ เป็นต้น แต่ความเสี่ยงที่ว่ามีโอกาสเกิดได้ต่ำมากเพียง 1% เท่านั้น ที่สำคัญในเรื่องของการติดเชื้อ หากเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือสูง มีความเชี่ยวชาญ และมีการจัดการสถานพยาบาลให้สะอาดปลอดภัยตามหลักการมาตรฐานสากล โอกาสการติดเชื้อระหว่างผ่าตัดก็แทบจะไม่มีเลย
ส่วนอาการหลังผ่าตัดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือการมีเลือดออก เป็นภาวะปกติที่พบได้ทั่วไป และอาการที่เกิดขึ้นไม่มีความรุนแรง เป็นอาการที่คนไข้ทั่วไปรับได้
กล่าวโดยสรุปการทำ TESE มีประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบกับอัตราความเสี่ยงที่มีเพียง 1% เท่านั้น แต่การทำหัตถการนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ชายที่ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อสามารถมีบุตรได้ หากต้องการทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอย่าง Millennium IVF clinic
เขียนโดย
นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ประจำ Millennium IVF Clinic กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ดูแลรักษา IVF บนพื้นฐานหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
แชร์บทความนี้
ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี คำแนะนำที่ชัดเจนและเฉพาะบุคคลสำหรับเส้นทาง IVF ของคุณ
นัดปรึกษา