TESA/PESA · อ่าน 22 นาที

TESA และ PESA: ทางเลือกการรักษาภาวะมีบุตรยากในผู้ชายแบบเข้าใจง่าย

นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา7 พฤษภาคม 2568
M

เมื่อคู่รักเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก หลายคนอาจไม่รู้ว่าสาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งมาจากฝ่ายชาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยกว่าที่คิดค่ะ ในบางกรณี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างอสุจิ แต่เป็นการที่ไม่สามารถหลั่งอสุจิออกมาตามธรรมชาติได้ เช่น ในภาวะที่มีการอุดตัน หรือในกรณีที่ร่างกายไม่ผลิตอสุจิออกมาเลย ถ้าคุณหรือคนรักได้รับคำแนะนำให้ทำ IVF ร่วมกับ ICSI (การฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง) คุณอาจเคยได้ยินชื่อวิธีการที่ใช้ในการเก็บอสุจิอย่าง TESA และ PESA

ศัพท์ทางการแพทย์เหล่านี้อาจฟังดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ความจริงแล้ว TESA และ PESA เป็นวิธีที่ปลอดภัย ตรงไปตรงมา และได้ผลดีทีเดียวสำหรับการเก็บอสุจิในกรณีที่ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ ทั้งสองเทคนิคนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่าง IVF หรือ ICSI ซึ่งช่วยให้ผู้ชายมากมายกลายเป็นคุณพ่อได้สำเร็จ 

ในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า TESA และ PESA คืออะไร ใช้ในกรณีไหน แตกต่างกันอย่างไร และควรเตรียมตัวอย่างไรหากแพทย์แนะนำให้คุณใช้วิธีใดวิธีหนึ่งค่ะ 

ทำไม TESA และ PESA จึงถูกนำมาใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก?

ไม่สามารถเก็บอสุจิจากการหลั่งตามธรรมชาติได้

TESA และ PESA เป็นหัตถการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในกรณีที่ไม่พบอสุจิในน้ำเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า “Azoospermia” หรือภาวะไม่มีอสุจิในน้ำอสุจินั่นเอง โดยภาวะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ:

  • Obstructive Azoospermia – ภาวะที่ร่างกายผลิตอสุจิได้ตามปกติ แต่มีสิ่งกีดขวางในทางเดินอสุจิ ทำให้อสุจิไม่สามารถออกมากับน้ำเชื้อได้ สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การทำหมันชาย (Vasectomy), การไม่มีหลอดนำอสุจิตั้งแต่กำเนิด หรือแผลเป็นจากการติดเชื้อในอดีต
  • Non-Obstructive Azoospermia – ภาวะที่อัณฑะผลิตอสุจิได้น้อยมากหรือไม่สามารถผลิตได้เลย ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหรือพันธุกรรม

ในทั้งสองกรณีนี้ เรายังสามารถเก็บอสุจิโดยตรงจากระบบสืบพันธุ์ของผู้ชายได้ผ่านหัตถการที่เรียกว่า TESA หรือ PESA อสุจิที่ได้จากวิธีเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้

เพิ่มโอกาสสำเร็จของ ICSI และ IVF

อสุจิที่เก็บได้จากวิธี TESA หรือ PESA มักถูกนำมาใช้ในกระบวนการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง หรือ ICSI ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิได้อย่างมาก โดยเฉพาะในคู่รักที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากในระดับรุนแรงโดยมีสาเหตุจากฝ่ายชาย หลายงานวิจัยพบว่าการนำอสุจิที่เก็บผ่านหัตถการอย่าง TESA หรือ PESA มาใช้ร่วมกับ ICSI ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิให้สูงขึ้น โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในแต่ละกรณีด้วย

เจ้าหน้าที่ห้องแล็บด้านการเจริญพันธุ์กำลังตรวจอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อเตรียมสำหรับการทำ ICSI

PESA คืออะไร? 

PESA ขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration หรือ PESA เป็นการเก็บอสุจิโดยตรงจากหลอดเก็บอสุจิ ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างอัณฑะ หลอดเก็บอสุจิมีหน้าที่เก็บอสุจิที่เติบโตเต็มที่แล้ว หัตถการนี้ค่อนข้างเรียบง่ายและไม่รุกล้ำร่างกายมาก โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผิวหนังเข้าไปยังหลอดเก็บอสุจิ แล้วค่อย ๆ ดูดของเหลวที่มีอสุจิออกมาอย่างนุ่มนวล

ขั้นตอนนี้มักใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่และใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ไม่มีแผลเย็บ และคนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยอาจรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัวเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อไหร่ที่ควรใช้วิธี PESA?

แพทย์มักแนะนำให้ใช้วิธี PESA กับผู้ชายที่มีภาวะไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อจากการอุดตันของทางเดินอสุจิ (Obstructive Azoospermia) ยกตัวอย่าง ผู้ที่เคยทำหมัน ผู้ที่เกิดมาโดยไม่มีหลอดนำอสุจิ (Vas Deferens) ซึ่งเป็นท่อที่พาอสุจิจากอัณฑะไปยังท่อปัสสาวะขณะหลั่ง PESA เป็นหัตถการที่ไม่ซับซ้อนและไม่รุกล้ำร่างกายมาก จึงมักเป็นตัวเลือกแรกก่อนที่จะพิจารณาใช้วิธีที่ซับซ้อนขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้ววิธี PESA มักสามารถเก็บอสุจิที่แข็งแรงได้มากเพียงพอสำหรับการปฏิสนธิหนึ่งครั้ง จึงเหมาะสำหรับคู่รักที่กำลังทำ IVF ร่วมกับ ICSI

ข้อดีและสิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับ PESA

  • ฟื้นตัวเร็วและรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยหลังทำ
  • ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหัตถการที่รุกล้ำร่างกายมากกว่า
  • อัตราความสำเร็จสูงเมื่อนำมาใช้กับคนไข้ที่เหมาะกับวิธีนี้

ข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ PESA อาจไม่ได้ผลดีนักหากจุดที่อุดตันอยู่ลึกกว่าบริเวณหลอดเก็บอสุจิ หรือไม่พบอสุจิในของเหลวที่ดูดออกมา ในกรณีเช่นนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอื่นแทน เช่น TESA ซึ่งเราจะอธิบายในหัวข้อถัดไปค่ะ

TESA คืออะไร? 

TESA มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? 

Testicular Sperm Aspiration หรือ TESA คือการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าไปในอัณฑะโดยตรงเพื่อดูดเอาอสุจิจากเนื้อเยื่อภายในที่เรียกว่า Seminiferous Tubules ซึ่งเป็นบริเวณที่อสุจิถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติ ขั้นตอนนี้มักใช้ยาชาเฉพาะที่หรือใช้ยานอนหลับชนิดอ่อนเพื่อให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายและไม่เจ็บ

เช่นเดียวกับ PESA คือ TESA เป็นหัตถการที่ทำเสร็จภายในวันเดียว คนไข้ไม่จำเป็นต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล อสุจิที่เก็บได้จะถูกนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการว่าเหมาะสำหรับใช้ในการทำ ICSI หรือแช่แข็งเก็บไว้ใช้ในอนาคตหรือไม่

เมื่อไหร่ที่ควรใช้วิธี TESA? 

แพทย์มักแนะนำ TESA ในกรณีต่อไปนี้:

  • เมื่อ PESA ไม่สามารถเก็บอสุจิได้มากเพียงพอ
  • คนไข้มีภาวะอสุจิน้อยหรือผลิตไม่สม่ำเสมอ (Non-Obstructive Azoospermia)
  • จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อจากอัณฑะเพื่อตรวจดูการผลิตอสุจิ

นอกจากนี้ TESA ยังสามารถเป็นแผนสำรองในกรณีที่การเก็บอสุจิด้วยวิธีอื่นไม่ประสบความสำเร็จอีกด้วยค่ะ

ข้อดีและสิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับ TESA

  • ช่วยให้เก็บอสุจิได้แม้ในกรณีที่ร่างกายผลิตได้น้อยมาก
  • สามารถให้ข้อมูลประกอบการวินิจฉัยเกี่ยวกับการทำงานของอัณฑะ 
  • แม้จะเป็นหัตถการที่รุกล้ำร่างกายมากกว่า PESA เล็กน้อย แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำ โดยอาจเกิดรอยฟกช้ำหรือเจ็บเพียงชั่วคราวเท่านั้น 

แม้ว่าการทำ TESA ในคนไข้มีภาวะอสุจิน้อยอาจไม่รับประกันว่าจะเจออสุจิที่ใช้ได้เสมอไป แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า 50% ของผู้ชายที่มีภาวะนี้อาจยังมีอสุจิหลงเหลืออยู่ในอัณฑะ TESA จึงยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ความหวังสำหรับคู่รักจำนวนมากที่กำลังวางแผนทำ ICSI ค่ะ 

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน, ระหว่าง, และหลังกระบวนการเก็บอสุจิ 

ก่อนกระบวนการ 

ก่อนถึงขั้นตอนการเก็บอสุจิด้วยวิธี TESA หรือ PESA จะมีการนัดหมายเพื่อพูดคุย ตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ และส่งตรวจเพิ่มเติมหากจำเป็น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจต่อไปนี้:

  • การตรวจฮอร์โมน (เช่น FSH, LH, เทสโทสเตอโรน) เพื่อดูความสามารถในการผลิตอสุจิ
  • การตรวจพันธุกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่พบอสุจิในน้ำเชื้อเลย
  • การตรวจร่างกายเพื่อประเมินอัณฑะและโครงสร้างของระบบสืบพันธุ์

ข้อมูลทั้งหมดนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้ว่าควรใช้วิธีใดระหว่าง TESA หรือ PESA เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จสูงสุด

ระหว่างกระบวนการ

โดยทั่วไป ทั้ง TESA และ PESA จะทำในคลินิกรักษาภาวะมีบุตรยากโดยให้ยาชาเฉพาะที่หรือยานอนหลับชนิดอ่อน สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับกระบวนการมีดังต่อไปนี้ค่ะ:

  • การเก็บอสุจิใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน และเจ็บน้อย
  • แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดอสุจิจากหลอดเก็บอสุจิ (วิธี PESA) หรือจากอัณฑะ (วิธี TESA)
  • ทั้งกระบวนการใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน

ในบางกรณี อสุจิอาจถูกแช่แข็งไว้เพื่อใช้ในอนาคต หรือในกรณีที่ทำร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการฉีดอสุจิเข้าในไปโพรงมดลูก (IUI) ก็สามารถนำอสุจิที่เก็บได้มาใช้ได้เลย

หลังกระบวนการ

TESA และ PESA เป็นหัตถการที่คนไข้สามารถฟื้นตัวได้เร็ว โดยทั่วไปแล้วผู้ชายส่วนใหญ่จะรู้สึกเจ็บและบวมเล็กน้อยในบริเวณที่ทำ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายเองภายใน 1-2 วัน เรามีคำแนะนำในการดูแลตัวเองมาฝากดังนี้ค่ะ:

  • พักผ่อนให้เพียงพอในวันที่ทำหัตถการ
  • สวมกางเกงในที่ช่วยพยุงอวัยวะเพศได้ดีเพื่อให้ไม่เจ็บ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากหรือการออกกำลังกายอย่างหนักภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ

อสุจิที่เก็บได้จากกระบวนการ TESA และ PESA จะถูกนำไปตรวจสอบคุณภาพทันที เพื่อให้แพทย์พิจารณาผลตรวจและให้คำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับแนวทางการรักษาต่อไป

TESA หรือ PESA แบบไหนเหมาะกับคุณ?

การเลือกว่าจะใช้วิธี TESA หรือ PESA ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาในการเก็บอสุจิเป็นหลักค่ะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์จะเป็นผู้แนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดโดยพิจารณาจากผลการวินิจฉัย ผลตรวจ และเป้าหมายในการรักษาภาวะมีบุตรยากของคุณและคนรัก

เปรียบเทียบกระบวนการ TESA กับ PESA เพื่อรักษาภาวะมีบุตรยากในเพศชาย

TESA และ PESA เป็นเทคนิคที่เชื่อถือได้และผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้ผู้ชายมากมายที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากได้สมหวังในการเป็นคุณพ่อ ซึ่งทำให้คู่รักหลายคู่สร้างครอบครัวในฝันได้สำเร็จ ไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากการอุดตันของทางเดินอสุจิ หรือร่างกายผลิตอสุจิได้น้อย การนำทั้งสองเทคนิคนี้มาใช้ร่วมกับ ICSI เป็นวิธีที่เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ (Azoospermia) และควรตัดสินใจโดยมีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ ทีมแพทย์มากประสบการณ์ของเราที่ Millennium IVF Clinic มีความเชี่ยวชาญในการดูแลคู่รักที่ประสบปัญหาหลากหลายและต้องการการรักษาด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป นอกจากความเชี่ยวชาญทางการแพทย์แล้ว ทีมงานของเราพร้อมมอบการดูแลอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่ และคอยอยู่เคียงข้างคุณเสมอในทุกขั้นตอนของการรักษาค่ะ

เขียนโดย

NW

นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ประจำ Millennium IVF Clinic กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ดูแลรักษา IVF บนพื้นฐานหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

แชร์บทความนี้

ต้องการคำแนะนำ?

ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี คำแนะนำที่ชัดเจนและเฉพาะบุคคลสำหรับเส้นทาง IVF ของคุณ

นัดปรึกษา
LLINEWhatsApp