TESA/PESA · อ่าน 8 นาที

ความเสี่ยงและประโยชน์ของ TESE ในการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ในชาย

นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา12 มิถุนายน 2567
M

TESE เป็นวิธีการรักษาผู้มีบุตรยากวิธีหนึ่ง ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงในคราวเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับผู้มีบุตรยาก หากสาเหตุของการมีบุตรยากนั้นมาจากฝ่ายชายที่มีปัญหาเรื่องไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ การเลือกใช้วิธีการทำ TESE ก็คงเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ และความเสี่ยงที่ว่าก็ไม่ได้มีอัตราที่สูงเท่าไร หากเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ

TESE คืออะไร?

รูปภาพอ้างอิงจาก : https://www.invitra.com/en/testicular-biopsy/open-biopsy-tese/

TESE ย่อมาจาก Testicular Sperm Extraction เป็นการรักษาผู้มีบุตรยากที่มีสาเหตุจากฝ่ายชายไม่มีตัวอสุจิในน้ำเชื้อ สามารถทราบได้จากการนำน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาเข้าเครื่องตรวจและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ 

สาเหตุที่ไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การไม่มีอสุจิจากภาวะอุดตันของทางเดินอสุจิ และการไม่มีอสุจิเพราะอัณฑะไม่ผลิตอสุจิหรือผลิตได้น้อยเกินไป 

สำหรับการรักษาด้วยวิธีการทำ TESE จะแก้ไขได้ทั้งปัญหาการไม่มีอสุจิจากภาวะอุดตันของทางเดินอสุจิหรือผลิตอสุจิได้น้อย เพราะการทำ TESE จะผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อบริเวณอัณฑะออกมา เพื่อเก็บอสุจิจากอัณฑะโดยตรง ส่วนผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องทางเดินอสุจิอุดตัน แพทย์จะใช้วิธีการทำ microTESE แทน ซึ่งจะแตกต่างจาก TESE เล็กน้อย

ขั้นตอนการทำ TESE

  1. ฉีดยาชาบริเวณตำแหน่งที่ต้องการทำหัตถการ
  2. ผ่าตัดเนื้อเยื่อบริเวณอัณฑะออกมา หัตถการนี้เป็นการผ่าตัดเล็ก
  3. นำเนื้อเยื่อไปวิเคราะห์ว่าพบอสุจิหรือไม่ 
  4. หากพบอสุจิจะทำการแยกอสุจิออกจากเนื้อเยื่อส่วนนั้น เพื่อทำการเก็บไว้ในขวดฉีดยา
  5. นำอสุจิไปทำ IVF หรือ ICSI ต่อไป หรือถ้าหากคนไข้ยังไม่ต้องการใช้งาน อสุจิส่วนนั้นก็จะถูกนำไปแช่แข็งเอาไว้ก่อน เพื่อใช้งานในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม: IVF และ ICSI ต่างกันอย่างไร เลือกแบบใดให้เหมาะกับคุณ

ประโยชน์ของ TESE คืออะไร?

การทำ TESE ข้อดีคือช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่มีภาวะทางเดินอสุจิอุดตันสามารถมีบุตรได้ ถือเป็นหัตถการที่สำคัญสำหรับคู่สมรสมีบุตรยากที่ประสบปัญหานี้ โดยการทำ TESE จะต้องทำร่วมกับหัตถการอื่น นั่นคือการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่นอกร่างกาย 

ความเสี่ยงของ TESE คืออะไร? 

การทำ TESE ก็มีความเสี่ยงเหมือนกับการทำหัตถการทั่วไป เนื่องจากเป็นการผ่าตัด แต่ก็เป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก ความเสี่ยงจะต่ำกว่าการผ่าตัดใหญ่ โดยความเสี่ยงที่ว่า ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด การติดเชื้อระหว่างผ่าตัด การมีเลือดออกหลังทำ เป็นต้น แต่ความเสี่ยงที่ว่ามีโอกาสเกิดได้ต่ำมากเพียง 1% เท่านั้น ที่สำคัญในเรื่องของการติดเชื้อ หากเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือสูง มีความเชี่ยวชาญ และมีการจัดการสถานพยาบาลให้สะอาดปลอดภัยตามหลักการมาตรฐานสากล โอกาสการติดเชื้อระหว่างผ่าตัดก็แทบจะไม่มีเลย 

ส่วนอาการหลังผ่าตัดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือการมีเลือดออก เป็นภาวะปกติที่พบได้ทั่วไป และอาการที่เกิดขึ้นไม่มีความรุนแรง เป็นอาการที่คนไข้ทั่วไปรับได้

กล่าวโดยสรุปการทำ TESE มีประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบกับอัตราความเสี่ยงที่มีเพียง 1% เท่านั้น แต่การทำหัตถการนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ชายที่ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อสามารถมีบุตรได้ หากต้องการทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากอย่าง Millennium IVF clinic

เขียนโดย

NW

นพ. นฤมิต วงษ์ลิขิตปัญญา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ประจำ Millennium IVF Clinic กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ดูแลรักษา IVF บนพื้นฐานหลักฐานทางการแพทย์ พร้อมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

แชร์บทความนี้

ต้องการคำแนะนำ?

ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี คำแนะนำที่ชัดเจนและเฉพาะบุคคลสำหรับเส้นทาง IVF ของคุณ

นัดปรึกษา
LLINEWhatsApp